แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนตาบอดถ่ายภาพได้อย่างไร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนตาบอดถ่ายภาพได้อย่างไร แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จากแรงบันดาลใจ....สู่ผู้พิการทางสายตา



“การถ่ายภาพคืองานอดิเรกที่ทำให้ผมมีความสุข” เป็นข้อความประโยคแรก ๆ จากการให้สัมภาษณ์ของผมที่ปรากฏในนิตยสาร “On Camera” ฉบับเดือนกรกฎาคม 2551 และสำหรับผมแล้ว การถ่ายภาพที่รู้สึกชื่นชอบมากเป็นพิเศษก็คือ “ธรรมชาติ” ไม่ว่าจะเป็น ทะเล ป่า เขา สายธาร น้ำตก ฯลฯ

การได้ดื่มด่ำกับความงดงามของธรรมชาติที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า แล้วบรรจงจัดองค์ประกอบภาพตามความพึงพอใจเพื่อถ่ายทอ ดสิ่งที่เห็นลงบนสื่อบันทึกภาพของกล้อง เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่มีค่ามหาศาลแก่ชีวิตที่ยั งหลงเหลืออยู่ของผม

สีสันและแสงเงา ที่ปรากฏอยู่ในทุกหนแห่ง ล้วนแปรเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลาของวัน ของเดือน ของฤดูกาล ขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลานั้น เราจะ “มอง” แล้ว “เห็น” ความงามที่ซุกซ่อนอยู่ได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งได้เห็นมาก เราก็จะยิ่งมีความสุขมากยิ่งขึ้น ทำให้คิดต่อไปว่าแม้หากผมต้องกลายสภาพเป็นคนตาบอดสนิ ทลงไปในตอนนี้ ซึ่งส่งผลให้ไม่อาจมองเห็นสรรพสิ่งใด ๆ ได้อีกแล้วก็ตาม ผมก็เชื่อว่าผมจะยังคงสามารถถ่ายภาพได้ ด้วยความเคยชินมาเป็นเวลานานพอสมควร แม้จะมีข้อจำกัดในการมองเห็น ซึ่งน่าจะชดเชยได้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทางอื่นแทน และน่าจะมีความสุขกับการถ่ายภาพได้อีกต่อไปตราบเท่าที่ผมต้องการ

แต่สำหรับผู้พิการทางสายตา หรือตาบอดมาตั้งแต่กำเนิด หรือภายหลังก็ตาม โดยที่บุคคลผู้นั้นไม่เคยผ่านการเรียนรู้เรื่องการถ่ ายมาก่อนเลย เมื่อเราสอนให้ถ่ายภาพแล้ว เขาจะสามารถถ่ายภาพได้หรือไม่ นั่นคือข้อสงสัยของผมในขณะนั้น

จนกระทั่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2552 ผมมีโอกาสเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และการแสดงนิทรรศการภาพถ่ายผลงานของคนตาบอดชาวอิสราเ อล จำนวน 8 คน ได้บันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่พบในชีวิตประจำวันของพวกเขา นับตั้งแต่สิ่งธรรมดาสามั* อย่างผู้โดยสารที่รอรถไฟ ไปจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งได้เคยจัดแสดงมาแล้วทั่วประเทศอิสราเอล กับทั้งได้รับการถ่ายทำเป็นข่าวสารคดีโดยสำนักข่าวซี เอ็นเอ็น เมื่อปลายปี พ.ศ. 2551 และสำหรับครั้งนี้จัดขึ้นที่ ไอคิว แลป ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ โดยมี อิริส ดาเรล ซีนาห์ และ คเฟียร์ ซิวาน ครูผู้สอนชาวอิสราเอล ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมกันคิดค้นวิธีการ แล้วนำไปสอนถ่ายภาพให้คนตาบอด เป็นผู้ถ่ายทอดเบื้องลึกในเรื่องนี้ โดยเล่าว่าการถ่ายภาพของคนตาบอดนั้น ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะผู้คนมักเชื่อมโยงการถ่ายภาพเข้ากับ “แสง” และ “การมองเห็น”

แม้ว่าทั้งอิริส และคเฟียร์ จะเป็นครูสอนคนตาบอดถ่ายภาพ แต่ทั้งสองท่านก็ยอมรับว่าตอบไม่ได้ว่าคนตาบอดเห็นอะ ไรในภาพ รู้เพียงว่าคนตาบอดใช้ “ใจ” มองภาพ และเชื่อว่าคนตาบอดมีสัมผัสที่ 6 เพราะในช่วงเวลาที่ออกไปถ่ายภาพ คนตาบอดจะรู้ว่าถ่ายอะไร เมื่อกลับเข้ามา ครูถามว่าไปถ่ายภาพอะไรมา เหล่านักเรียนตาบอดสามารถบอกได้ตรงกันกับสิ่งที่ปราก ฎในภาพถ่าย






ผู้พิการทางสายตาหรือคนตาบอด คือกลุ่มบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ บางคนมีความสามารถพิเศษพร้อม ๆ กันหลายด้าน แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าคนตาบอดจะมีความสามารถถ่ายภาพ ได้ ทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้วเขาเหล่านั้นใช้ใจสัมผัสแ ทนตา ใช้จินตนาการ ความรู้สึก และประสาทสัมผัสทั้ง 5 นอกจากการมองเห็น เขาสามารถวัดระยะของวัตถุด้วยการใช้หูฟังเสียงแทนการ มองเห็นด้วยตา ใช้ผิวหนังบอกเล่าถึงทิศทางและความเข้ม/อ่อน ของแสง ให้จมูกดมกลิ่นของสิ่งต่าง ๆ และที่พิเศษก็คือ คนตาบอดถ่ายภาพโดยไม่เลียนแบบใคร เพราะไม่เคยเห็นภาพของใครมาก่อน แม้เป็นภาพธรรมดา ๆ แต่มีความบริสุทธิ์ มีความเป็นเอกลักษณ์ แสดงให้เห็นถึงจินตนาการ ทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่เห็นด้วยใจ

ประการสำคัญก็คือ การถ่ายภาพช่วยให้คนตาบอดเกิดความภูมิใจในศักยภาพของ ตนเอง เมื่อสามารถทำในสิ่งที่คนปกติทำได้ และสิ่งที่ตามมาก็คือ “ความสุข” อันเกิดจากการถ่ายภาพ เช่นเดียวกันกับที่ผมกำลังมีอยู่ในขณะนี้

ก่อนจะสิ้นสุดการสัมมนา ได้มีการแจกผ้าผืนเล็ก ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมรับฟังที่มีกล้องถ่ายภาพติดตัวมาด้ วย ใช้ผ้าผูกตาตนเองจนไม่สามารถมองเห็น เสมือนหนึ่งเป็นคนตาบอด แล้วกดชัตเตอร์ถ่ายภาพตามทิศทางที่ผู้บรรยายให้สั**า ณเสียง เช่น เสียงลั่นชัตเตอร์ของกล้องถ่ายภาพ เสียงปรบมือ โดยผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมการทดสอบครั้งนั้นด้ว ย ซึ่งปรากฏผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง



นั่นก็คือ “แรงบันดาลใจ” ให้ได้ตระหนักว่า ถึงเวลาแล้วที่เราควรแบ่งปันความรู้เบื้องต้นในการถ่ ายภาพที่พอจะมีติดตัวอยู่บ้างเล็กน้อย ให้กับผู้พิการทางสายตา หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนด้อยโอกาสอื่น ๆ ได้ย่างก้าวขึ้นมาสู่ถนนของการถ่ายภาพ ถนนเส้นเดียวกันกับที่ผมกำลังเดินอยู่อย่างมีความสุข และผมก็เชื่อแน่ว่าเราสามารถจะถ่ายทอดความสุขที่มี ไปยังผู้คนเหล่านั้นได้โดยไม่ยากนัก หากเราจะร่วมผนึกกำลังกันให้เป็นหนึ่งเดียว แล้วลงมือทำอย่างมุ่งมั่น จริงจัง ก็จะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด

จึงก่อให้เกิดชุมชนคนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ชุมชน P4A
28 กันยายน 2553
ธวัช มะลิลา

******************************************


เมื่อสิ่งที่ฝัน กำลังจะเป็นความจริง

ตอนที่ผมไปฟังคุณ Iris Darel Shinar ครูผู้สอนการถ่ายภาพให้กับผู้พิการทางสายตาชาวอิสราเ อล ซึ่งมาบรรยายเชิงปฏิบัติการที่สำนักงาน IQ Lab เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 นั้น ตอนหนึ่งเธอกล่าวว่า ผู้พิการทางสายตาที่เธอสอนถ่ายภาพ ล้วนมีความสุข สนุกสนาน มีความกระตือรือล้นที่จะเรียนรู้เรื่องการถ่ายภาพอย่ างมาก

ผมฟังแล้วก็ยังรู้สึกเฉย ๆ แต่คิดว่าสิ่งใดก็ตามที่เป็น "ความสุขของผู้รับ" โดยสิ่งนั้นไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน รวมทั้งตัวเราเอง เราน่าจะทำ เพราะ....เวลาที่จะทำความดีของทุกคนเหลือน้อยเต็มที ความตายมักจะมาเยี่ยมเยียนโดยไม่บอกกล่าว มาอย่างฉับพลันทันด่วน บางคนอายุยังน้อยอยู่แท้ ๆ ชิงตายก่อนคนแก่ก็เห็นมีถมไป   

เกิดมาเป็นคนกับเขาชาติหนึ่ง เมื่อตายไป ก็จะไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปได้เลย


แต่....เราสามารถจะทิ้งอะไรไว้ข้างหลังได้ และอะไรที่ว่านั้นควรต้องเป็นสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม ให้ผู้คนเขากล่าวขานถึงเราในทางที่ดี


Recommended article : AN UNSIGHTED WORLD FROM BEHIND A LENS
http://www.pict4all.com/vboard/showt...paired-Project

 

จนกระทั่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน 2553 ผู้ร่วมโครงการทุกคนได้ผนึกกำลังกันเท่าที่มี เพื่อนำสิ่งดีดีสู่สังคม
...สังคมของผู้พิการทางสายตา

ที่นั่น ผมสัมผัสได้ถึงสิ่งที่คุณ Iris Darel Shinar ได้เคยกล่าวไว้ ผมได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ อันเกิดจากความสุขของทั้งผู้ให้และผู้รับ ตลอดช่วงระยะเวลาที่เราได้ทำกิจกรรมร่วมกัน

พวกเราต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่ของตน อย่างมีความสุข....ความสุขของผู้ให้ เพื่อส่งมอบไปยังผู้รับ ทั้งในตัวอาคาร และที่สนามเด็กเล่น

 

ภาพแห่งความสุขที่ผมได้เห็นในวันนั้น ผมไม่อายเลยที่จะบอกว่า ผมรู้สึกปลาบปลื้มจนน้ำตาคลอ แม้ขณะที่ผมกำลังพิมพ์ข้อความนี้อยู่ก็ตาม

ยิ่งเมื่อได้เห็นความอาลัยอาวรณ์ของครูและศิษย์ ที่เพิ่งจะอยู่ใกล้ชิดกันเพียงไม่เกิน 3 ชั่วโมง แล้วจะต้องจากกัน
ยิ่งทำให้ผมตระหนักว่า ความรัก ความปรารถนาดี ความจริงใจ ที่เราจะมอบให้แก่กันและกันนั่นแหละ เป็นสิ่งที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข 

เป็นความสุขที่ไม่อาจซื้อได้ด้วย "เงิน"

 แต่เราสามารถมอบให้กันได้ด้วย "ใจที่บริสุทธิ์" เท่านั้น 

 

 

ภาพแห่งความสุขที่เห็นในวันนั้น ผมไม่อยากจะเก็บเอาไว้คนเดียว
แต่...อยากจะแบ่งปันให้พวกเราที่ยังไม่ได้ไป ยังไม่ได้เห็น ว่าเกิด
อะไรขึ้นบ้าง

เราสอนกันแบบตัวต่อตัว ทุ่มเทและมุ่งมั่น เพราะ...เราตระหนักว่า
เรากำลังทำสิ่งดีดีให้กับสังคม


อาจารย์ภูกำลังติวเข้มให้ศิษย์

ดูความมุ่งมั่นของเจ้าป้า

 

ศิษย์ของใครก็ของคนนั้น


 คนไฟแรงที่พร้อมลุยทำความดีเพื่อสังคม



 

การมีชีวิตยืนยาวขึ้นอีกหนึ่งวัน เป็นของขวัญอันประเสริฐสุด แต่...หนึ่งวันที่เพิ่มขึ้นมานั้น เราได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มากน้อยเพี ยงใด....

หรือว่าเราจะทำเพียงเพื่อตัวของเราเองเท่านั้นก็พอแล ้ว

 

แม้ท่านผู้นี้จะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใดก็ตาม แต่ก็ยังมีรอยยิ้มอย่างมีความสุขอยู่เสมอ

ผมขอจบลงด้วยภาพนี้ครับ

   

จากแรงบันดาลใจ....สู่ผู้พิการทางสายตา( 28 กันยายน 2553)

เมื่อสิ่งที่ฝัน กำลังจะเป็นความจริง (16 พฤศจิกายน 2553)
โดย ธวัช มะลิลา

 

 

ปกิณกะ

 **  ภาพตอนเริ่มโครงการ คุณนพดล ทดลองปิดตาเป็นคนตาบอด และถ่ายภาพ **


 **   จากโครงการที่่เป็นไปไม่ได้ 

        สู่ความสำเร็จในการสอนคนตาบอดให้ถ่ายภาพได้ 

        จนสามารถจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย 

        84 ภาพ.... ถ่ายด้วยหัวใจ ถวายในหลวง

       ด้วย ฝีมือนักเรียนตาบอดที่อยู่ในโครงการทุกคน


 ติดตามได้ที่ http://pictforall.blogspot.com/2012/01/blog-post_1282.html

           http://www.Pict4all.com

 

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

How to...#2 สอนคนตาบอดถ่ายภาพอย่างมีหลักการ


ทริปเดินทางไปสอนถ่ายภาพให้กับคนตาบอดครั้งล่าสุดเมื ่อวันที่ 15-17 ก.ค. 54 ที่ "ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ" จ.หนองคาย คราวนี้ได้รับการต้อนรับและสนับสนุนจาก กศน. จ.หนองคายเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องที่พัก เรื่องพาหนะ แล้วก็เรื่อง "กำลังใจ"


การเดินทางมาสอนในครั้งนี้ แตกต่างจากคราวก่อนๆเยอะ เพราะผู้ที่เข้ามาเรียนถ่ายภาพนั้นไม่ใช่เด็กๆ แต่เป็นผู้ใหญ่ที่หวังผลถึงการนำไปใช้ในการหาเลี้ยงช ีพได้ด้วย ทำให้พวกเราต้องเตรียมตัวเตรียมใจกันมาก่อนว่า คราวนี้ความคาดหวังสูงนะ คิดไปว่าบรรยากาศจะซีเรียสในขณะที่เราสอนกันหรือเปล่ า...?


แต่แล้วทริปนี้กลับได้ทั้งเสียงหัวเราะ ความสนุกสนาน ความสุข โดยเฉพาะมีนักเรียนตาบอดบางคนที่มีความบกพร่องทางสมอ ง เรียกว่าไม่ถึงกับปัญญาอ่อนแต่ก็เกือบๆล่ะ..!!!


แล้วทริปนี้พวกเราได้อะไรบ้าง...?


หมายเหตุ อ่านตอนแรก "How to...!! ไขปัญหา...สอนคนตาบอดถ่ายภาพอย่างไร...?



 How to คราวนี้ขอนำเสนอการถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาด "กว้าง" เราจะแนะนำให้คนตาบอดถ่ายภาพได้อย่างไร..?

ทริปนี้ได้ทดสอบกับ "แต๊ป" นักเรียนตาบอดคนนี้ชอบเรื่องเทคโนโลยี และสนใจมากๆที่จะมาเรียนรู้ในเรื่องการถ่ายภาพ แบบนี้นอกจากจะให้วิธีการถ่ายภาพอย่างมีหลักการแล้ว ยังให้เรื่อง "ศิลปะ" และแนวคิดในการถ่ายภาพอีกเยอะเลย...!!

การถ่ายภาพวัตถุที่มีความกว้างแบบนี้มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แต่ต้องใช้สมาธิในการนับก้าวนิดนึง
ขั้นแรก...ให้เริ่มต้นเดินนับก้าวจากตำแหน่งซ้ายสุดไ ปขวาสุดของสิ่งนั้นๆ แล้วจำไว้ว่านับได้ทั้งหมดกี่ก้าว ข้อควรระวังในการเดินนับก้าว ในแต่ละก้าวจะต้องให้เท่าๆกัน อย่าก้าวสั้นบ้างยาวบ้าง แบบนี้สมาธิต้องดี


ขั้นที่สอง...เมื่อรู้ว่าจากซ้ายไปขวาทั้งหมดกี่ก้าว ก็ให้ "หาร 2" แบ่งครึ่งให้ถูก
....อย่างเช่นรถสีขาวๆคันนี้...นับได้ทั้งหมด 6 ก้าว หาร 2 แล้วก็คือ 3 ก้าว
....ทำไมต้องหาร 2 ล่ะ..? การหาร 2 ก็เพื่อหาจุดกึ่งกลางของวัตถุที่เราจะถ่ายภาพนั่นเอง


ขั้นที่สาม...เอาล่ะ..!! เมื่อรู้แล้วว่ารถคันนี้ตรงกึ่งกลางคือ 3 ก้าว เราจะต้องให้เค้าเดินนับก้าวย้อนกลับไปอีก 3 ก้าว แค่นี้เราก็จะได้กึ่งกลางของวัตถุนั้นแล้ว

นี่แค่เริ่มต้น....ยังมีต่อ






 เมื่อได้กึ่งกลางของรถสีขาวคันนี้แล้ว ก็มาถึงการหาระยะห่างสำหรับถ่ายภาพกันล่ะ

ขั้นที่สี่...ขั้นตอนนี้จะต้องถอยหลังจากตัวรถสีขาว เพื่อทำการถ่ายภาพกัน วิธีคำนวณก็ไม่ยากแต่ต้องบวก "กึ๋น" คนสอนกันหน่อย จากจำนวนก้าวของความกว้างของรถคันนี้ทั้งหมด 6 ก้าว จากขั้นตอนแรก เราก็ให้ถอยหลังออกมา 6 ก้าว แล้วต้อง "บวกก้าวเพิ่ม" แต่จะเพิ่มเท่าไหร่กันล่ะ...?

ขั้นที่ห้า...หลังจากขั้นที่สี่ได้ถอยหลัง 6 ก้าวตามจำนวนความกว้างของวัตถุจริงๆแล้ว การบวกเพิ่มอีก 3..4..5..6 ก้าวเนี่ยต้องขึ้นอยู่กับ Focal Length ของเลนส์กล้องนั้นๆด้วย อย่างกล้องของแต๊ป มี Focal Length 38 mm. ก็ต้องบวกเพิ่มอีก 3-4 ก้าว จากขั้นตอนนี้จะได้จำนวนก้าวจากเดิม 6 บวกอีก 3 ทั้งหมดจึงต้องถอยหลัง 9 ก้าว

ขั้นที่หก...นี่เผื่อเหนียว หลังจากขั้นที่ห้าเราถอยหลังจากจำนวนก้าวที่บวกไปแล้ ว ภาพต่อมาให้ถอยหลังเพิ่มอีกก้าวนึงด้วย เรียกว่ากันพลาดว่างั้นเถอะ...

เทคนิคที่ว่านี้ก็คล้ายๆกับการถ่ายภาพคนหลายๆคน หรือภาพหมู่นั่นเอง เพียงแต่ว่าการถ่ายภาพคนเค้าสามารถคลำ แล้วนับจำนวนจนรู้ว่า มีทั้งหมดกี่คน แล้วที่อยู่กึ่งกลางคือใคร บางครั้งพวกคนตาดีที่มาเป็นแบบถ่ายภาพหมู่ ก็บอกซะเองเลยว่าตรงกลางอยู่ที่ไหน...? แต่กับการถ่ายภาพวัตถุที่ไม่มีเสียงร้องเรียกแบบนี้ก ็ต้องใช้วิธีการที่ว่าแบบนี้แหละ






 มาดูการถ่ายภาพ Macro กันต่อ หลังจากที่เคยแนะนำไปแล้วเมื่อคราวก่อน มาดูกันจะๆในอีกมุมมองนึงในคราวนี้

ขั้นตอนแรกจะเห็นว่า มือซ้าย... ใช้วัดระยะ

ขั้นตอนต่อมา...ก็กดปุ่มชัตเตอร์ในตำแหน่งโฟกัสภาพ

ขั้นตอนสุดท้ายนี่สำคัญ... ค่อยๆดึงมือซ้ายออก แล้วก็กดชัตเตอร์ย้ำอีกครั้ง เพื่อบันทึกภาพ

วิธีแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการถ่ายภาพที่ต้อง "ลดความสั่นไหว" หลังจากกดปุ่มโฟกัสภาพแล้ว ค่อยๆดึงมือซ้ายออก ให้หายใจเข้าไปพร้อมๆกันเลย แล้ว "กลั้นใจ" เมื่อดึงมือซ้ายออกพ้นเฟรมภาพไปแล้ว ให้กดชัตเตอร์เบาๆ จากนั้นค่อยหายใจออกได้ แบบนี้ต้องฝึกๆๆๆๆๆ เพราะถ้าใช้เวลานานเกินไปอาจจะขาดอากาศหายใจได้นะ






นี่เป็นวิธีการถ่ายภาพคนปกติทั่วไป อย่างที่เคยแนะนำกันไปแล้ว มาดูกันชัดๆเป็นขั้นๆอีกครั้ง กันลืม..!!

ขั้นแรก....ก็ไปจับๆลูบๆคลำๆ ให้รู้ตำแหน่ง ให้รู้ความสูง ให้รู้ความกว้าง จะได้รู้ว่าภาพนี้ควรถ่ายภาพ แนวตั้ง หรือ แนวนอน

ขั้นที่สอง....เริ่มเดินถอยหลัง แบบสูตร Focal Length 38 mm. นี้การถ่ายภาพ 1-2 คน ให้ถอย 2-3 ก้าว ถ้าเป็นเลนส์ 28 mm. ของหลายๆคน อาจจะถอยน้อยกว่านี้ 1 ก้าว แต่ทั้งนี้..ทั้งนั้น อยู่ที่จังหวะการก้าวของแต่ละคนที่ ก้าวสั้น ก้าวยาวไม่เหมือนกัน อย่างนี้อยู่ที่กึ๋นคนสอนอีกเช่นกัน

ขั้นที่สาม....การเดินก้าวถอยหลังแบบตรงๆ ทำง่ายๆเลย ให้ก้าวเท้านำไป 1 ก้าว แล้วก้าวตามให้ชิดกับเท้าแรกที่นำไป แบบนี้นับ 1 ก้าว จากนั้นก็ก้าวชิด...ก้าวชิด....ก้าวชิด...แบบนี้ไปจน ครบ การเดินก้าว..ก้าว...ก้าว...ไปเลยทีเดียวสังเกตมาแล้ วว่า จะถอยหลังไม่เป็นเส้นตรง จะโค้งบ้าง ทะแยงบ้าง ทำให้ตำแหน่งการถ่ายภาพผิดเพี้ยนไป ไม่เชื่อลองถอยหลังดูกันเองเลยก็ได้ ลืมตานี่แหละยังถอยหลังไม่ตรงเลย





จากขั้นตอนและวิธีการทั้งหมดนี้ ทำให้การถ่ายภาพของคนตาบอด มีแนวทางไม่มั่ว มีวิธีการที่แน่นอน ผลที่ได้จึงออกมาอย่างที่หลายๆคนต้องทึ่ง

จะไม่ให้ทึ่งได้อย่างไรกันล่ะ.... วันที่พาไปออกทริปเห็นมีหลายๆคน สนใจกันมาก มาดูด้วยความแปลกใจ มาพูดคุยเพื่อให้หายข้อข้องใจ

นี่เป็นประสบการณ์ที่พวกเราได้การเรียนรู้มาจาก "คนตาบอด" กลุ่มคนที่หลายๆคนคิดว่า ไม่น่าจะถ่ายภาพได้

ตอนต่อไป จะเป็นการออกทริปถ่ายภาพกันที่ "ศาลาแก้วกู่" และ "วัดโพธิ์ชัย" พร้อมกับความรู้สึกดีๆอีกมากมาย พรุ่งนี้ๆ.... มาแน่นอน ที่กระทู้นี้

** หัวใจถ่ายภาพ...ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ จ.หนองคาย **







 เรื่อง / ภาพ โดย อ.ภูวพงษ์ ผจญอริพ่าย


How to #1 ...!! ไขปัญหา...สอนคนตาบอดถ่ายภาพอย่างไร...?


หลังจากทีมงาน Pict4all เริ่มโครงการสอนถ่ายภาพให้กับคนตาบอด ก็มีหลายๆเสียงถามมาอย่างมากมายว่า เรามีวิธีการอย่างไรให้คนตาบอดสามารถถ่ายภาพได้ เหมือนๆกับคนตาดี

ขั้นตอนแรกเลยเมื่อได้กล้องไปแล้ว ก็ต้องให้คนตาบอดหัดถอดแบตเตอรี่และ Memory Card ซึ่งเราต้องศึกษาก่อนว่า กล้องที่เค้าใช้นั้นมีลักษณะของแบตเตอรี่และการ์ดอย่ างไร...?
จากนั้นก็มาดูที่ตัวกล้องว่า เมื่อเปิดฝาปิดแบตเตอรี่และการ์ดแล้ว ตัวกล้องจะมีลักษณะอย่างไร...เช่น ลักษณะของฝาเปิด-ปิดตั้งขึ้นมา หรือเลื่อนเข้าเลื่อนออก

ตรงนี้แหละที่เราต้องบอกให้คนตาบอดคลำรูปลักษณ์ของกล ้องไว้ แล้วคลำรูปลักษณ์ของแบตเตอรี่กับการ์ด ดูว่าตรงไหนมีลักษณะแปลกไป เช่น เป็นร่องของขั้วแบตเตอรี่หรือเป็นเหลี่ยมตัดของตัวกา ร์ด จากนั้นก็ให้เอาตำแหน่งของความต่างนี่แหละมาประกอบมุ มกับฝาเปิด-ปิด แค่นี้ก็จะได้หลักในการจดจำแล้วว่า เมื่อถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่และการ์ดจะกลับมาใส่ใหม่ให้ ถูกต้องได้อย่างไร...?

ไม่น่าเชื่อว่าการสอนให้กับเด็กตาบอดในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดห่างไกลอย่างที่โรงเรียนสันติจินตนา อ.เด่นชัย จ.แพร่ เด็กๆสามารถทำได้เพียงแค่ห้าหกนาทีเท่านั้นก็สามารถใ ส่ได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว




สงสัยหรือไม่ว่าทำไมคนตาบอดต้องเอากล้องแนบไว้ที่ "ตา" เหมือนกับคนตาดีถ่ายภาพด้วยล่ะ...เค้ามองเห็นหรือ... ?

สิ่งแรกที่พวกเราคิดไม่ตกว่า จะให้คนตาบอดถือกล้องได้ตรงได้อย่างไร..? ทดลองจากการวางตำแหน่งมือ วางตำแหน่งคาง วางตำแหน่งอื่นๆอีกมากมาย ที่ได้ทดสอบทดลองมาแล้ว มาจบลงที่ "เจ้าโอ๊ด" นักเรียนตาบอดจากโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ให้ข้อคิดว่า..."ผมคิดว่าหัวคิ้วของผมทั้งสองข้างต้อ งตรงแน่นอน เมื่อผมเอามุมกล้องมาชนขอบคิ้วทั้งสองพอดี ก็จะได้ภาพในระนาบตรงแน่นอน" จากลักษณะการถือกล้องของคนตาบอดที่เราเห็นนี้ เป็นเอาขอบของกล้องมาทาบระหว่างหัวคิ้วซ้ายและขวา แล้วตั้งคอให้ตรง...คราวนี้แหละไม่ว่าเค้าจะไปถ่ายภา พอะไรที่ไหน ก็จะได้ภาพที่มีระนาบตรง หรือแม้จะเอียงก็เพียงเล็กน้อยแค่นั้น.... 




การถ่ายภาพตัวเองนี่ก็ต้องแนะนำว่า...ให้เอาขอบเลนส์ มาชิดที่จมูกหรือปลายคาง จากนั้นก็ค่อยๆยืดมือออกตรงๆ เมื่อสุดแขนก็กดชัตเตอร์ได้เลย....ภาพนี้เอาไว้ไปคุย ไปเล่าให้ใครต่อใครว่า... "เค้าได้ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง" คราวนี้ได้รับเสียงจากน้องๆบอกว่า "คราวนี้จะได้ถ่ายภาพตัวเองบ้าง ไม่ต้องพึ่งใครก็ถ่ายได้ด้วย...." 







การถ่ายภาพ "คน" และ "กลุ่มคน" จะใช้ "เสียง" เป็นตัวบอกตำแหน่ง โดยคนที่ถูกถ่ายภาพจะต้องส่งเสียงเรียกก่อนถ่ายภาพ เพื่อบอกว่าตอนนี้คนที่กำลังจะถูกถ่ายภาพอยู่ตำแหน่ง ไหน..? จากนั้นก็ต้องเดินมาจับเดินมาคลำดู ว่ามีทั้งหมดกี่คน ถ้าเป็น 1-2 คน ก็ให้ถือกล้องในแนวตั้ง แล้วถอยห่างออกไป 2-3 ก้าว จะก้าวมากหรือก้าวน้อยนี่ ก็ต้องแล้วแต่ว่าเค้าจะก้าวเล็กหรือก้าวยาว.... เป็นวิธีการวัดระยะจากเมตรมาเป็นก้าวแทน

นอกจากนั้นยังต้องคิดต่อว่าถ้าคนถูกถ่ายภาพยืน ก็ต้องยืน....ถ้าคนถูกถ่ายภาพนั่ง เราก็อาจจะนั่งหรือก้มกล้องลง นี่ก็เป็นอีกเทคนิคนึง ที่ทำให้พวกเค้าสามารถถ่ายภาพใครๆก็ได้ อย่างสวยงามน่าชมจริงๆ 





นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า "คนตาบอดถ่ายภาพได้ไม่ยากเลย"

เจ๊ Bb กำลังแนะนำการวางมือในการถ่ายภาพในรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช้หัวคิ้วอย่างที่เคยทำ คงเห็นว่าน้องคนนี้ถ่ายภาพได้ตรงแล้ว จึงหาวิธีการใหม่ๆเล่นสนุกกัน 






การถ่ายภาพสิ่งของทำอย่างไร...?

สิ่งของไม่มีเสียงเหมือนการถ่ายภาพคน ดังนั้น...ก่อนถ่ายภาพจะต้องเดินไปจับ ไปคลำ ให้รู้ว่าสิ่งที่เราถ่ายภาพนั้นมีความกว้าง ความสูงเท่าไหร่ จากนั้นก็ถอยหลังวัดระยะเหมือนกับการถ่ายภาพคน โดยให้กะระยะก้าวคล้ายๆกับคน ถ้าสิ่งของนั้นมีขนาดใหญ่มากๆ ก็ถอยหลังมากน้อย ถ้ามีขนาดเล็กก็ถอยหลังน้อยหน่อย อยู่เตี้ยกว่าก็นั่งลงถ่ายภาพ เรื่องแบบนี้อาจจะต้องพึ่งคนตาดีนิดนึง ในกรณีที่เป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่มากๆ อาจจะต้องบอกว่าสูงใหญ่แค่ไหน แล้วอาจจะต้องเงยกล้องในองศาเท่าไหร่...? ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องยากๆแบบนี้ คนตาบอดก็สามารถถ่ายภาพได้เช่นกัน 




การถ่ายภาพมาโครล่ะ...?

คนตาดียังว่ายากแล้วคนตาบอดจะถ่ายได้อย่างไร...? วิธีการก็เอามือวัดระยะแหละง่ายสุดๆ ให้แบมือออกตรงๆ แล้วเอาปลายนิ้วจิ้มไว้ ที่จุดกึ่งกลางของวัตถุที่จะถ่ายภาพ (ก่อนหน้านั้นต้องคลำก่อนว่าวัตถุนั้นใหญ่เล็กแค่ไหน ..?) จากนั้นก็เอาด้านข้างของกล้องแนบไว้ที่ฝ่ามือ ค่อยๆลากกล้องขึ้นมาจนถึงข้อมือ จากนั้นก็เอามือที่วัดระยะออก แล้วก็กดชัตเตอร์ได้เลย







ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการง่ายๆที่ให้ความสุขกับคนตาบอด อย่างหาที่เปรียบไม่ได้เลย...ใครจะคิดว่าคนตาบอดมองไ ม่เห็น สามารถถ่ายภาพได้เหมือนๆกับคนตาดี







 จากนั้นเราก็มาร่วมกันทำอัลบั้มภาพให้กับคนตาบอด เป็นการตอบข้อสงสัยอีกข้อนึงว่า.. เมื่อคนตาบอดถ่ายภาพมาแล้ว จะถ่ายทอดให้คนตาดีรับรู้ถึงความรู้สึกในภาพถ่ายได้อ ย่างไร...?

ช่วงเวลาที่คนตาบอดใช้ใจถ่ายภาพ....เราก็จะจดบันทึกไ ว้ เมื่อเอาภาพมา Print ก็จะทำอักษรเบลแปะติดไว้ด้านหลังภาพ

การเล่าเรื่องจะหันภาพให้คนตาดีดู แล้วคลำอักษรเบลเพื่อบอกเล่าถึงความรู้สึก ในครั้งที่ถ่ายภาพนั้น ข้อความนี้เป็นข้อความบันทึกโดยคนตาบอด ยังสามารถเล่าเรื่องได้อีกตามความจดจำในช่วงเวลานั้น






นี่เป็นเครื่องพิมพ์และ "น้องปอ" มือพิมพ์ที่มาช่วยเรา เพราะเราเองก็ไม่มีความสามารถในการพิมพ์อักษรเบลอย่า งนี้แน่นอน เค้าว่ามี สองจุดสี่จุดหกจุดอะไรนั่น....หลังจากพิมพ์แล้ว ก็ต้องพึ่งให้น้องๆเค้าอ่านให้ด้วย เพราะเราจะได้ติดหลังภาพได้ถูกต้อง 






 ไม่ต้องถามว่าภาพชุดนี้ถ่ายด้วยกล้องอะไร...? ปรับค่า ISO เท่าไหร่...? ถึงได้เห็น Noise กระจุยกระจายอย่างนี้

ทุกภาพใช้กล้อง SLR กับเลนส์คุณภาพสูงทั้งนั้น แล้วใส่ Noise ในขั้นตอนตกแต่งภาพเข้าไปอีก เพื่อเร่งให้เกิดอารมณ์ของความหยาบกร้านมากขึ้น ก็แค่นั้น....

ทั้งหมดนี้จากโครงการสอนถ่ายภาพให้กับคนตาบอด ที่โรงเรียนสันติจินตนา อ.เด่นชัย จ.แพร่ กับทีมงาน Pict4all พร้อมทั้งการสนับสนุนจาก Canon Marketing (Thailand) ที่สนับสนุนกล้องสอนถ่ายภาพ 12 ตัว และบริจาคกล้องให้กับโรงเรียนอีก 3 ตัว พร้อม Printer ขนาดใหญ่ 1 เครื่องกับกระดาษพิมพ์อีกมากมาย นอกจากนี้ยังได้รับความสะดวกสบาย เรื่องการเดินทางและที่พักจากหน่วยทหาร ม.พัน 12 กองพลทหารม้าที่ 1 จัดรถมารับ-ส่งและที่พักให้สำหรับทริปนี้ด้วย

และที่ลืมไม่ได้เลยกับเงินบริจาคของพวกเราหลายๆคน ที่มอบให้คราวมาเรียนถ่ายภาพ แล้วยังแบ่งเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากคอร์สอบรม นำมาบริจาคเป็นเงินสดอีกจำนวนนึง...

ยังมีเรื่องราวดีๆอีกมากมายจะมาเล่าให้ฟังจากโครงการ นี้ อยากให้พวกเราเข้าไปดูกระทู้ที่หลายๆคนได้โพสไปแล้ว ประกอบกับเสียงเพลงจากใจของน้องๆคนตาบอดโรงเรียนนี้. ...ดูช่างซึ้งใจจริงๆนะ



 เรื่อง/ภาพ โดย อ.ภูวพงษ์  ผจญอริพ่าย
 http://www.pict4all.com